วช. ผนึก TEI พัฒนานักวิจัยสิ่งแวดล้อม รับมือ Triple Planetary Crisis เผย 104 คนผ่านอบรมครบ 3 หลักสูตร ดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง
กรุงเทพฯ – วันที่ 19 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) จัดสัมมนาเครือข่ายนักวิจัยสิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวข้อ “งานวิจัยเพื่อการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อการรับมือกับสามวิกฤตสิ่งแวดล้อม (Triple Planetary Crisis)” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวรายงาน และ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมถ่ายทอดแนวทางการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
การสัมมนาครั้งนี้มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะของนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การฝึกอบรมครบทั้ง 3 หลักสูตร จำนวน 104 คน
วช. สนับสนุนการพัฒนานักวิจัย รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. สนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ
วช. ให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การพัฒนาทีมวิจัย การสั่งสมองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศ
ตัวอย่างประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 การบริหารจัดการน้ำ และการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลายสาขา ตลอดจนความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน
ดร.วิภารัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ต้องส่งเสริมให้นักวิจัยคิดเชิงระบบ สามารถเชื่อมโยงผลงานวิจัยกับความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ และผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
วช. จึงมุ่งหวังให้นักวิจัยนำความรู้และประสบการณ์จากการฝึกอบรมไปต่อยอดการทำงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม
TEI พัฒนานักวิจัยครบ 3 หลักสูตร มีผู้ผ่านเกณฑ์ 104 คน
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยการดำเนินงานในปี 2569 มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสามวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก หรือ Triple Planetary Crisis ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่
การวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การวิจัยด้านการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ
การวิจัยด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และแนวทางการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ
การฝึกอบรมทั้ง 3 หลักสูตรมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสถานการณ์และปัญหาสิ่งแวดล้อมในทิศทางเดียวกัน เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนพัฒนาทักษะการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดได้จริง
ดร.วิจารย์ระบุว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์การฝึกอบรมครบทั้ง 3 หลักสูตร จำนวน 104 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนางานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยคาดหวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานวิจัย และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ศ. ดร.สนิท ชี้งานวิจัยต้องต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ 5 ด้าน
ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ว่า การขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายในมิติต่าง ๆ จำเป็นต้องมีงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นรากฐานสำคัญ
ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ 5 ด้าน ได้แก่
การพัฒนาผลงานวิจัยให้พร้อมใช้งาน ยกระดับคุณภาพและความสมบูรณ์ของผลงานให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
การต่อยอดเชิงพาณิชย์ นำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแนวทางสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
การใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ นำผลงานวิจัยไปพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย นำหลักฐานและองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้นักวิจัยสามารถประกอบอาชีพด้านการวิจัยและพัฒนาผลงานได้อย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์ ดร.สนิท เน้นย้ำว่า การผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการสื่อสาร เพื่อให้ผลงานวิจัยเข้าถึงผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นักวิจัยไทยควรพัฒนาศักยภาพตามหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
Productivity: สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ปัญหาของสังคม
Inclusivity: บูรณาการองค์ความรู้และทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย
Adaptability: ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Immunity: ยึดมั่นในจรรยาบรรณ คุณธรรม และความซื่อสัตย์ในการทำวิจัย
Sustainability: ดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานวิจัย คือ “ค้นให้พบ พิสูจน์ให้ได้ และใช้ให้เป็น” เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างแท้จริง
เวทีเสวนาเชื่อมงานวิจัยกับนโยบายและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพนักวิจัย ขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่การกำหนดนโยบายและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
ดร.เกศศินี อุนะพำนัก ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศและนวัตกรรม กรมควบคุมมลพิษ
นางสาววราริน วงษ์พานิช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาแนวทางการปรับตัว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
โดยมี ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ ยังมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิจัยใน 3 ประเด็น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้
พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท (ถาวรบรรจบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เหลืองประเสริฐ นักวิจัยด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม และรองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.กรองทอง หีบโคกสูง นักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และอาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑิรา ยุติธรรม นักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรองคณบดีฝ่ายนโยบายแผนและคลัง คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
เวทีเสวนาทั้งสองส่วนมุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในบริบทจริง เปิดโอกาสให้ผู้ทำงานวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนความต้องการ ตลอดจนพัฒนาแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมีข้อมูลและองค์ความรู้รองรับ
วช. และ TEI เดินหน้าสร้างเครือข่ายนักวิจัย รับมือสามวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก
การดำเนินงานของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สะท้อนความพยายามในการพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
สามวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก หรือ Triple Planetary Crisis ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
การพัฒนานักวิจัยให้มีความรู้ข้ามสาขา สามารถทำงานร่วมกัน และเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ จึงเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง
วช. และ TEI มุ่งผลักดันให้การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน








